วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556

บทที่ 6 จดหมายอิเล็ทรอนิกส์



โปรโตรคอลสำหรับรับส่งอีเมล

          โปรโตคอลที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลด้านอีเมลบนระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตประกอบด้วยSMTP
SMTP(simple message transfer protocol)ทำหน้าที่ส่งอีเมลเซิร์ฟเวอร์ของผู้ส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ของผู้รับจากกรณีตัวอย่าง
ในการส่งและรับอีเมลการทำงานของ application protocolDNS (Domain Name Server)

          DNS (Domain Name Server )กลไกการทำงานของ DNS มีขั้นตอนอย่างง่ายๆ ดังรูปที่ 1 โดยในที่นี้จะไม่ขอกล่าวถึงรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ ซึ่งมีอยู่มากและยังมีโปรโตคอลพิเศษคอยทำหน้าที่ต่างๆอยู่เบื้องหลังด้วย เช่น โปรโตคอล ARP ช่วยแปลงค่า IP address เป็นค่าฮาร์ดแวร์ เป็นต้น ตามรูปการทำงานของ DNS มีขั้นตอนที่สามารถอธิบายรายละเอียดได้ดังนี้ 
         1. เครื่องคอมพิวเตอร์ลูกข่าย (client) ที่มี domain เป็น abccompany.com ต้องการติดต่อกับเว็บไซต์ที่ชื่อ www.xyz.com ดังนั้นเครื่องไคลเอนด์นี้ จะส่งคำสั่งขอข้อมูลหมายเลข IP address ด้วยกลไก resolver ไปที่ DNS server ที่ดูแล zone ของตนอยู่ คือ domain abccompany.com ในกรณีนี้สมมุติว่าฐานข้อมูลที่มีใน DNS server ไม่มีข้อมูลหมายเลข IP address ของ www.xyz.com ทั้งนี้เพราะ DNS server ของ zone abccompany.com จะดูแลฐานข้อมูลเฉพาะเครื่องลูกข่ายตนเอง ดังนั้น DNS server นี้ก็จะส่งคำสั่งขอข้อมูลต่อไปยัง DNS server ที่อยู่ระดับบนกว่า ซึ่งได้กำหนดเอาไว้ให้เป็นเครื่อง DNS server ของบริษัทผู้ให้บริการ ISP นั่นเอง 
         2. เมื่อ DNS server ของ abc.company.com ส่งคำสั่งขอข้อมูลต่อไปยัง DNS server ของบริษัทผู้ให้บริการ ISP แล้ว เครื่อง DNS server ของ ISP ก็จะค้นหาข้อมูลจากฐานข้อมูลของตนเช่นเดียวกัน ในกรณีนี้สมมุติว่ายังไม่มีข้อมูล IP address ของ www.xyz.com อีกเหมือนกัน เครื่อง DNS server ของบริษัท ISP จะส่งคำสั่งขอข้อมูลต่อออกไปยังเครื่อง DNS server ในระดับบนขึ้นไปอีกซึ่งก็ได้มีการกำหนดไว้ว่าเป็นเครื่อง root server 
         3. เมื่อ DNS server ของ abc.company.com ส่งคำสั่งขอข้อมูลต่อไปยัง DNS server ของบริษัทผู้ให้บริการหรือ ISP แล้ว เครื่อง DNS server ของISP ก็จะค้นหาข้อมูลจากฐานข้อมูลของตนเช่นเดียวกัน ในกรณีนี้สมมุติว่ายังไม่มีข้อมูล IP address ของ www.xyz.com อีกเหมือนกัน เครื่อง DNS server ของ ISP จะส่งคำสั่งขอข้อมูลต่อออกไปยังเครื่อง DNS server ในระดับบนขึ้นไปอีก ซึ่งก็ได้มีการกำหนดไว้ว่าเป็น root server 
         4. คำสั่งขอข้อมูลถูกส่งต่อไปยัง DNS server ของ root เพราะดูแลฐานข้อมูลของ domain name ในระดับสอง (.com) 
         5. ที่ DNS root server แม้ว่าจะไม่มีข้อมูลหมายเลข IP address ของ www.xyz.com ก็ตาม แต่มีข้อมูลที่ทราบว่า DNS server ที่ดูแล zone ของ domain xyz.com อยู่ที่ใด (มีหมายเลข IP address อะไร) DNS root server ก็จะส่งข้อมูลดังกล่าวไปให้ เพราะที่เครื่อง DNS SERVER ที่ดูแล domain xyz.com จะต้องมีข้อมูลของ IP address ของ www.xyz.com อยู่แน่นอน 
         6. DNS server ของ ISP จะรับข้อมูล IP address ของเครื่อง DNS server ที่ดูแล zone ของ domain xyz.com เป็น 192.183.255.20 และแจ้งต่อไปให้ DNS server ที่รับผิดชอบ domain xyz.com อีกทีหนึ่ง ในขั้นนี้เครื่อง DNS server ของบริษัท ISP จะเก็บค่าคำตอบเอาไว้ในหน่วยความจำแคชเพื่อใช้กรณีที่มีการเรียกข้อมูลซ้ำ อีกในอนาคต จะได้ส่งคำตอบไปให้เลยโดยไม่ต้องไปขอข้อมูลซ้ำอีก ค่าที่เก็บเอาไว้จะมีระยะเวลาที่ต้องปรับปรุงข้อมูลใหม่ตามค่าในฟีลด์ TTL ที่กำหนดไว้ใน resource record 
         7. DNS server ของบริษัท abccompany.com จะรับข้อมูลหมายเลข IP address ของเครื่อง DNS server ที่ดูแล zone ของ domain xyz.com ตามที่เครื่อง DNS server ของ ISP ส่งมาให้ และเก็บลงหน่วยความจำแคชของตนเองเช่นกัน เผื่อมีการเรียกใช้อีกในอนาคต แล้วส่งคำสั่งไปถามข้อมูลว่าเครื่อง www.xyz.com อยู่ที่ไหน (มีหมายเลข IP address อะไร) 
         8. DNS server ของ domain xyz.com ตรวจสอบข้อมูลและแจ้งว่าเครื่อง www.xyz.com อยู่ที่ IP address 192.186.255.26 ข้อมูลถูกส่งกลับไปให้เครื่อง DNS server ของ abccompany.com 
         9. คำตอบที่ DNS server ของ abccompany.com ได้รับจะถูกส่งต่อให้กับเครื่องไคลเอนต์ที่ต้องการและก็จัดเก็บข้อมูลลง หน่วยความจำแคชเช่นกัน 
         10. เมื่อเครื่องลูกข่ายทราบว่า www.xyz.com มีหมายเลข IP address อยู่ที่ 192.183.255.26 ก็จะติดต่อกับเครื่อง www.xyz.com โดยถ้าใช้งานเว็บก็จะสร้างการเชื่อมต่อโดยโปรโตคอล HTTP และใช้งาน port 80 เพื่อเรียกดูข้อมูลในเว็บไซต์นั้นต่อไป 

         ตามกลไกลของ TCP/IP อาจมีผู้สงสัยว่าในการทำงานของ DNS server ทั้งหลายในเครือข่ายอินเตอร์เน็ตนั้นมีวิธีการจัดการอย่างไร ซึ่งสามารถอธิบายได้ง่ายๆ ตามขั้นตอนดังกล่าวที่ผ่านมา ซึ่งจะเห็นว่า DNS server จะถูกจัดลำดับในการดูแลฐานข้อมูลแยกกันตามกลุ่ม โดยแบ่งลำดับชั้นให้สอดคล้องกับการกำหนดชื่อ domain และในแต่ละลำดับของ DNS server นี้จะทราบว่าถ้าต้องการติดต่อขอข้อมูลจากลำดับบนขึ้นไปจะติดต่อได้จากหมาย เลข IP address อะไร โดยในชั้นบนสุดเป็น root ที่จะดูแลข้อมูลของ domain ลำดับที่สองและย่อยลงไปตามชั้น และแต่ละเซิร์ฟเวอร์ที่ดูแล domain ของตนก็จะเรียกว่าเซิร์ฟเวอร์นั้นมีสิทธิ์ในการรับผิดชอบ zone ของตนเอง 
       
        การลงทะเบียนขอชื่อ Domain Name แหล่งข้อมูลhttp://http//61.19.44.123/E-learning/datacom/UNIT10.HTMFTP ( File Transfer Protocal) วิธีการทำงานของ FTP Ftp ทำงานในแบบไคลเอนต์เซิร์ฟเวอร์ โดยพัฒนาขึ้นตามโปรโตคอลพื้นฐาน TCP ซึ่งจะต้องมีการติดต่อเพื่อจองช่องสื่อสาร (Connection Establishment) ก่อนทำการสื่อสารจริง ซึ่งเรียกว่าเป็นการติดต่อแบบที่ต้องขอเชื่อมต่อก่อน (Connection - Oriented) ในการใช้งาน FTP เพื่อเริ่มการติดต่อสื่อสารนั้น จะต้องระบุหมายเลข IP ปลายทาง และต้องผ่านการแจ้งรหัส Login และ Password ของเซิร์ฟเวอร์ที่จะติดต่อก่อนจึงจะเข้าใช้งานได้ ข้อมูลของ FTP ที่สื่อสารระหว่างกันมี 2 ประเภทคือ 
       • ข้อมูล(Data) หมายถึงข้อมูลต่างๆที่ต้องการรับส่ง รวมทั้งไฟล์ที่รับมาจากเซิร์ฟเวอร์ หรือส่งมาจาก ไคลเอนต์แล้วไปเก็บที่เซิร์ฟเวอร์ 
       • ข้อมูลคำสั่ง (Command) FTP จะมีคำสั่งที่ใช้สั่งงานต่างๆ เช่น dir เป็นคำสั่งที่ใช้แสดงชื่อไฟล์หรือไดเรคทอรีในเครื่องเซิร์ฟเวอร์ หรือ get ใช้โหลดไฟล์มาที่เครื่องไคลเอนต์ผ่านโปรแกรม FTP แล้วโปรแกรมจะส่งคำสั่งไปยังเซิร์ฟเวอร์เพื่อทำงาน และแจ้งผลการทำงานกลับมายังไคลเอนต์ 

           ซึ่งผลการทำงานนี้จะนำหน้าด้วยตัวเลข 3 หลัก เป็นรหัสที่ใช้แสดงสถานะการทำงานภายในของ FTP และต่อด้วยข้อความที่เป็นเท็กซ์ต่อท้าย ซึ่งก็คือผลการทำงานหรือคำอธิบายต่างๆ โดยที่ FTP มีกระบวนการภายในที่จะตรวจสอบได้ว่าข้อมูลที่จะรับส่งนี้เป็นประเภทคำสั่ง ไม่ใช่ตัวข้อมูลที่ต้องการจะโอนย้าย การที่ FTP สามารถแยกแยะข้อมูลจริงออกจากข้อมูลที่เป็นคำสั่งได้นั้น ถือว่าเป็นหน้าที่การทำงานของโมดูลใน FTP ที่เรียกว่าโปรโตคอล (Protocol Interpreter Module หรือ PI) ซึ่งทำหน้าที่รองรับการทำงานคำสั่งต่างๆของ FTP และในส่วนของข้อมูลที่รับส่งนั้นจะเป็นหน้าที่ของโมดูลโอนข้อมูล (Data Transfer หรือ DT) ซึ่งโมดูลทั้งสองนี้จะต้องทำงานอยู่ทั้งในเครื่องที่เป็นเซิร์ฟเวอร์ และไคลเอ็นต์

            รูปการทำงานของ Protocal FTP จากรูปแสดงถึงองค์ประกอบและกลไกการทำงานของโปรโตคอล FTP จะเริ่มจากผู้ใช้ (USER) เรียกใช้โปรแกรมผ่าน User Interface และ เมื่อเป็นโปรแกรม FTP พร้อมใช้งานแล้ว ถ้ามีการใช้คำสั่งต่างๆของFTPจะเป็นหน้าที่ของ PI (Protocol Interpreter module) ทำหน้าที่แปลคำสั่งและทำงานตามคำสั่ง ในกรณีที่มีการส่งรับข้อมูลก็จะเป็นหน้าที่ของ DT (Data Transfer module) ซึ่งโมดูล PI และDTนี้จะอยู่ทั้งด้านของไคลเอนต์และเซิร์ฟเวอร์ FTP เป็นเครื่องมือในการโอนไฟล์ซึ่งเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมที่สุด โดยกำเนิดมาจากการเป็นคำสั่งพื้นฐานของระบบปฏิบัติการ Unix และแพร่หลายอยู่ในระบบปฏิบัติการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น DOS, Windows 95, Windows 98 หรือแม้แต่ Windows NT ก็ตาม ซึ่งคุณสมบัติของ FTP ก็คือสามารถโหลดไฟล์มาจากเซิร์ฟเวอร์ ( download ) หรือส่งไฟล์ไปเก็บที่เซิร์ฟเวอร์ ( upload ) ได้ แต่ในการใช้งานบนอินเตอร์เน็ต ผู้ใช้มักจะใช้เพื่อโหลดไฟล์จากเซิร์ฟเวอร์เสียเป็นส่วนใหญ่ 

วิธีการทำงานของ FTP 
          วิธีที่ 1 : ใช้ File Manager ใน Control Panel ผู้ให้บริการ Web Hosting ทุกรายมีระบบ Control Panel เช่น cpanel, direct admin หรือ plesk ผู้ใช้จะได้รับ e-mail แจ้งว่าเข้าใช้ Control Panel ได้อย่างไร และจะพบกับ File Manager ที่ทำให้ท่านเข้าไปจัดการกับระบบแฟ้ม และห้องต่าง ๆ ได้ รวมถึงการส่งแฟ้ม หรือนำแฟ้มออกมาจากเครื่อง เป็นต้น 
          วิธีที่ 2 : ใช้ DOS FTP on Command Line ในคอมพิวเตอร์ทุกระบบปฏิบัติการ มักมีโปรแกรม FTP ที่ทำงานใน Text Mode ท่านสามารถพิมพ์คำสั่ง ftp ตามด้วยชื่อ Host เพื่อเชื่อมต่อกับเครื่องบริการ และส่งแฟ้มได้ทันที ตัวอย่างคำสั่งอยู่ท้ายสุดของเว็บเพจหน้านี้ 
          วิธีที่ 3 : FTP Client Program ต้อง Download โปรแกรม เช่น filezilla หรือ ws_ftp32 เป็นต้น มาติดตั้งในคอมพิวเตอร์ แล้วกำหนดชื่อโฮส ชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่าน โปรแกรมจะเข้าเชื่อมต่อกับเครื่องบริการ จากนั้นผู้ใช้ก็เลือกแฟ้มที่จะส่ง หรือรับ กับเครื่องบริการได้โดยสะดวก แหล่งข้อมูลhttp://catadmin.cattelecom.com/km/blog/kittichonm/category/uncategorized/ftp-%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3/

         Telnet หรือ SSH Telnet คือ เครื่องมือพื้นฐาน ที่ใช้สำหรับติดต่อกับเครื่อง Server ที่เป็น UNIX หรือ LINUX เพื่อใช้เข้าไปควบคุมการทำงานของเครื่อง หรือใช้อ่าน mail หรือใช้ปรับปรุง homepage หรือใช้เรียกโปรแกรมประมวลผลใด ๆ หรือใช้พัฒนาโปรแกรมและใช้งานในเครื่องนั้น เป็นต้น เพราะระบบ UNIX หรือ LINUX จะยอมให้ผู้ใช้สร้าง application ด้วย Compiler ภาษาต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ และเชื่อมต่อกับ Internet ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะ Internet เริ่มต้นมาจากระบบ UNIX นี้เอง ประโยชน์อย่างหนึ่งที่ผู้ใช้โปรแกรม Telnet มักคุ้นเคย คือการใช้โปรแกรม PINE ซึ่งมีอยู่ใน Telnet สำหรับรับ-ส่ง mail และมีผู้ใช้อีกมากที่ไม่รู้ตัว ว่าตนเองกำลังใช้งาน UNIX อยู่ ทั้ง ๆ ที่ใช้ PINE ติดต่องานอยู่ทุกวัน เดิมที่ระบบ UNIX ไม่มีโปรแกรม PINE แต่มีนักศึกษาที่มหาวิทยาลัย WASHINGTON University เพราะใช้ง่ายกว่าการใช้คำสั่ง mail ในการรับ-ส่งมากแต่ผู้ใช้ที่ใช้ E-Mail กับเครื่อง UNIX หรือ LINUX ซึ่งใช้ตามมาตรฐาน IMAP มักเป็นกลุ่มนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ที่มหาวิทยาลัยได้ให้บริการ E-Mail ซึ่งมีข้อจำกัดบางประการ และหลายมหาวิทยาลัยเช่นกันที่ทำฐานข้อมูล Mail ใน UNIX และให้บริการ Mail ผ่าน browser ได้ ซึ่งเป็นหลักการที่ผู้ให้บริการ mail ฟรีหลายแห่งใช้กันอยู่ สำหรับโปรแกรม Telnet ผู้ต้องการใช้บริการ ไม่จำเป็นต้องไป download เพราะเครื่องที่ทำการติดตั้ง TCP/IP จะติดตั้งโปรแกรม telnet.exe ไว้ในห้อง c:\windows เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเรียกใช้ได้อยู่แล้ว แต่ปัญหาหนักอยู่ที่วิธีการใช้ เพราะระบบ UNIX เป็นการทำงานใน Text mode เป็นหลัก การจะใช้คำสั่งต่าง ๆ ผู้ใช้จะต้องเรียนรู้มาก่อน จึงจะใช้งานได้ในระดับที่พึ่งตนเองได้ มิเช่นนั้นก็จะเหมือน คนตาบอดเดินอยู่กลางถนน หากใช้คำสั่งไม่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดปัญหาทั้งกับตนเอง และระบบได้ แหล่งข้อมูล http://www.thaiall.com/internet/internet03.html

          HTTP ( Hyper Text Transfer Protoco)l HTTP ย่อมาจาก Hyper Text Transfer Protocol ใช้ในการติดต่อรับส่งข้อมูลชนิดไฮเปอร์เท็กซ์(Hypertext) ระหว่างเครื่องลูกข่ายกับ WWW Server (World Wide Web) โดยที่เอกสารนี้จะอยู่ในรูปแบบที่เขียนในภาษา HTML (HyperText Markup Language) เอกสารแต่ละชิ้น จะสามารถเชื่อมโยงไปยังเอกสารชิ้นอื่นได้ ซึ่งเอกสารที่ถูกเชื่อมโยงนี้ อาจจะอยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกัน  

รูปแบบของอีเมล และอีเมลแอดเดรส

          อีเมล์คือวิธีการติดต่อสื่อสารด้วยตัวหนังสือ แทนการส่งจดหมายแบบกระดาษ โดยใช้การส่งข้อมูลในรูปของสัญญาณข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ จากเครื่องหนึ่งไปยังผู้รับอีกเครื่องหนึ่ง
อี เมล์แอดเดรส ( E- mail Address) คือ ที่อยู่ในอินเทอร์เน็ต หรือที่อยู่ของตู้จดหมายของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ใช้สำหรับบอกตำแหน่งของผู้รับว่าอยู่ที่ไหน เช่น somchai@hotmail.com
ส่วนประกอบของอีเมล์แอดเดรส ประกอบด้วย ส่วนสำคัญ ดังตัวอย่างนี้
  1. ชื่อบัญชีสมาชิกของผู้ใช้เรียกว่า user name อาจใช้ชื่อจริง ชื่อเล่น หรือชื่อองค์กร ก็ได้
  2. ส่วนนี้ คือ เครื่องหมาย @ ( at sign) อ่านว่า แอท
  3. ส่วนที่สาม คือ โดเมนเนม (Domain Name) เป็นที่อยู่ของอินเทอร์เน็ตเซิร์ฟเวอร์ที่เราสมัครเป็นสมาชิกอยู่ เพื่ออ้างถึงเมล์เซิร์ฟเวอร์
  4. ส่วนสุดท้ายเป็นรหัสบอกประเภทขององค์กรและ ประเทศ ในที่นี้คือ .co.th โดยที่ .co หมายถึง commercial เป็นบริการเกี่ยวกับการค้า ส่วน .th หมายถึง Thailand อยู่ในประเทศไทย


รหัสบอกประเภทขององค์กร คือ
.com = commercial บริการด้านการค้า
.edu = education สถานศึกษา
.org = orgnization องค์กรที่ไม่แสวงหากำไร
.gov = government หน่วยงานรัฐบาล
.net = network หน่วยงานบริการเครือข่าย
ตัวอย่าง e-mail addres
การลงทะเบียนขอ e-mail address ผู้ใช้บริการสามารถลง ทะเบียนขอ e-mail address ได้จาก เว็บต์ที่ให้บริการทั้งแบบที่เสียค่าใช้จ่ายและฟรี เว็บไซต์ที่ให้บริการอีเมล์ฟรี ได้แก่ www.yahoo.com ,www.thaimail.com , www.hotmail.com
การรับส่ง e-mail มีองค์ประกอบดังนี้-เว็บไชต์ที่ให้บริการรับส่ง e-mail เปรียบเหมือนที่ทำการไปรษณีย์
- e-mail address ของผู้ส่ง
- e-mail address ของผู้รับ

ประเภทของ E-MAIL

         อี-เมล์ (E-mail) ย่อมาจาก Electronic mail (แปลว่า ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์) หมายถึงการสื่อสารหรือการส่งข้อความ โน้ต หรือบันทึกออกจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ผ่านไปเข้าเครื่องปลายทาง (Terminal) หรือเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งโดยส่งผ่านทางระบบเครือข่าย (Network) ผู้ส่งจะต้องมีเลขที่อยู่ (E-mail address) ของผู้รับ และผู้รับก็สามารถเปิดคอมพิวเตอร์เรียกข่าวสารนั้นออกมาดูเมื่อใดก็ได้ โดยปกติ จะไม่มีการพิมพ์ข้อความหรือข่าวสารนั้นลงแผ่นกระดาษ นับว่าเป็นการประหยัดกระดาษไปได้ส่วนหนึ่ง โดยทั่วไป ถือกันว่าเป็นงานส่วนหนึ่งของสานักงานอัตโนมัติ (Office automation) ปัจจุบันได้รับความนิยมเป็นอันมาก

         E-mail คือ จดหมาย ที่ใช้รับส่งกันโดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ บางแห่งใช้เฉพาะภายใน บางแห่งใช้เฉพาะภายนอกองค์กร (สาหรับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกคือ Internet) การใช้งานก็เหมือนกับเราพิมพ์ข้อความในโปรแกรม Word จากนั้นก็คลิกคาสั่ง เพื่อส่งออกไป โดยจะมีชื่อของผู้รับ ซึ่งเราเรียกว่าEmail Address เป็นหลักในการรับส่ง

     ประเภทของ e-mail
     e-mail มี  3  ประเภท  คือ
         1. POP  (Post Office Protocol Version)
POP จะมีการทำงานในแบบที่เรียกว่า Offline Model กล่าวคือเวลาทำงาน E-mail Client จะเชื่อมต่อกับMail Server จากนั้นจะ Download และลบ E-mail ออกจาก Server หรือ Download เพียงอย่างเดียวแล้วทิ้ง E-mail ไว้บน Server ภายหลังจากที่ E-mail ถูก Download มาที่เครื่อง Client เรียบร้อยแล้ว Clientจะตัดการเชื่อมต่อออกจาก Server หลังจากนั้น E-mail จะถูก Process ที่เครื่อง Client ทั้งหมด ข้อได้เปรียบของการทำงานแบบนี้ก็คือ Client แต่ละเครื่องใช้เวลาในการเชื่อมต่อกับเครื่อง Mail Server น้อยมากอีกทั้งยังต้องการเนื้อที่เก็บ E-mail บน Server น้อยด้วยเช่นกัน แต่ข้อเสียก็คือไม่สามารถอ่าน E-mail จาก Clientเครื่องอื่นได้อีกหากว่าเรา Set ให้ลบ Mail บน Server หลังจาก Download เสร็จ หรือ ไม่สามารถบอกได้ว่าMail ฉบับไหนเคยอ่านไปแล้วบ้าง หากเรา Set ค่าแบบ ให้ทิ้ง E-mail ไว้บน Server อีกประการหนึ่งคือเครื่องClient จะต้องมีประสิทธิภาพสูงเนื่องจากเป็นผู้ Process E-mail ด้วยตนเอง
         2. IMAP  (Internet Message Access Protocol Version)
IMAP จะมีการทำงานในแบบที่เรียกว่า Online Model ผสานกับ Disconnected Model กล่าวคือ การจัดการและการ Process E-mail ทั้งหมดจะถูกจัดการที่ Server เพียงอย่างเดียว Client มีหน้าที่เพียงแค่อ่าน E-mail หรือส่งคำสั่งไป Process E-mail บน Server เท่านั้น แบบนี้มีข้อดีก็คือท่านสามารถอ่าน E-mail จากที่ใดก็ได้ เนื่องจาก E-mail จะถูกเก็บอยู่ใน Server เสมอ และจะมีสถานะบอกด้วยว่า E-mail ฉบับใดมาใหม่ ฉบับใดมีการอ่านหรือตอบกลับไปแล้ว แต่ข้อเสียก็คือ Server จะต้องเป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูง และในระหว่างการอ่านหรือ Process E-mail เครื่อง Client จะต้องเชื่อมต่อกับ Server ตลอดเวลา ดังนั้นจึงทำงานได้ช้ากว่าแบบ POP
         3. WEB Based
Web Base Mail เช่น อีเมล์ของ hotmail.com, chaiyo.com ซึ่งหากต้องการใช้งานอีเมล์เหล่านี้ จะต้องใช้งานโดยผ่านทางเว็บบราวเซอร์ เช่น Internet Explorer, Firefox ก็สามารถเข้าเช็คอีเมล์หรือเขียนอีเมล์ได้อย่างสะดวก ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ของเราเสมอไป เพราะโปรแกรมอีเมล์ดังกล่าวได้ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี Web-based Application ที่ใช้โปรแกรมเว็บบราวเซฮร์เป็นเครื่องมือในการเปิดโปรแกรมใช้งาน จึงทำให้โปรแกรมอีเมล์สามารถทำงานได้เหมือนกับการเข้าไปดูเว็บไซต์ทั่วไป

ข้อดีของ POP  คือ
  1. อยู่ในเครื่อง อ่านเมื่อไรก็ได้
  2. Offline จึงเร็ว
  3. Upload ครั้งเดียว สั่ง Disconnect ได้
ข้อเสียของ POP  คือ
  1. ถ้า Download มาแล้ว จะไม่อยู่ใน server
  2. ผู้ให้บริการที่มีชื่อ ดี ๆ มีน้อย
  3. จำกัดว่าต้อง อ่านกับเครื่องที่ setup ไว้
ข้อดีของ IMAP  คือ
  1. เปิดที่ใดก็ได้ ที่มีโปรแกรมสำหรับ IMAP อยู่
  2. ไม่มี banner กวนใจเหมือน Web based
  3. ทำงานได้เร็ว ในรูปแบบ Online
  4. Attach file ได้ง่าย
ข้อเสียของ IMAP  คือ
  1. ถ้าการเชื่อมต่อช้า การติดต่อก็จะช้าไปด้วย
  2. ต้องมีโปรแกรมที่ใช้ในการนี้ ในเครื่องที่ใช้
  3. มีลูกเล่นไม่มาก นอกใช้ function หลักสำหรับ mail
ข้อดีของ WEB Based  คือ
  1. ใช้ browser ตัวใดก็ได้ เปิดอ่าน mail
  2. เปิดจากเครื่องใดก็ได้ที่ มีโปรแกรม browser
  3. มักมีบริการเสริมหลายอย่างประกอบ เช่นดูด pop ได้
ข้อเสียของ WEB Based   คือ
  1. ช้าเพราะมีระบบ graphic ใน sponsor มาก
  2. บางเว็บที่ให้บริการมีปัญหาภาษาไทย
  3. มักช้ากว่าการเปิด mail แบบอื่น
     ขั้นตอนการขอใช้บริการอีเมลล์ 
ตัวอย่างเช่น การขอใช้บริการอีเมลล์ ของสถาบัน 
     - เข้าไปที่ Web Site ของสถาบัน ที่ http://www.rmu.ac.th/
     - ที่ช่องบริการข้อมูล -> สมัครอีเมล์ (E-mail) (จะขึ้นหน้าจอดังนี้)
     - เมื่อกรอกแบบฟอร์มเสร็จ ให้กดปุ่ม "Submit" (ยอมรับ) แล้วทำตามขั้นตอนไปเรื่อยๆ จนเสร็จ
     - จาทนั้นให้รอการตรวจสอบ ประมาณ 1 วัน ก็จะสามารถใช้บริการได้ปกติ และท่านสามารถ Check E-Mail ได้ที่หน้าแรกของ Web Site สถาบันฯ
โดยให้กรอก User และ Password ในช่องดังรูปนี้ของ Web Site สถาบันฯ

- ที่ช่องบริการข้อมูล -> สมัครอีเมล์ (E-mail) (จะขึ้นหน้าจอดังนี้)
- เมื่อกรอกแบบฟอร์มเสร็จ ให้กดปุ่ม "Submit" (ยอมรับ) แล้วทำตามขั้นตอนไปเรื่อยๆ จนเสร็จ
- จาทนั้นให้รอการตรวจสอบ ประมาณ 1 วัน ก็จะสามารถใช้บริการได้ปกติ และท่านสามารถ Check E-Mail ได้ที่หน้าแรกของ Web Site สถาบันฯ
โดยให้กรอก User และ Password ในช่องดังรูปนี้ของ Web Site สถาบันฯ


 การเขียนและการส่งจดหมาย

           จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรือ เรียกสั้นๆ ว่า อีเมล์ (E-mail) หมายถึง จดหมายหรือข้อความที่ส่งถึงกันผ่านระบบเครือข่าย เราสามารถส่งจดหมายไปให้ผู้รับซึ่งเป็นสมาชิกของระบบอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ จำกัดสถานที่และเวลา จดหมายจะส่งถึงปลายทางอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วินาที หรืออาจจะส่งจดหมายฉบับเดียวไปถึงผู้รับหลายคน ในเวลาเดียวกันก็ได้ ทั้งผู้รับและส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ จะต้องมีที่อยู่เพื่อใช้ในการอ้างอิงการส่งและรับจดหมาย ที่อยู่สำหรับการรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ประกอบด้วยสองส่วนคือ รหัสผู้ใช้หรือ User ID ซึ่ง จะได้รับจากผู้ให้บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ และส่วนที่สองคือชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ในการบริการรับส่ง จดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรือ HostName โดยรูปแบบการเขียนจะเริ่มต้นด้วย User ID คั่นด้วยเครื่องหมาย @ ตามด้วย HostName ดังนี้ User ID @hostname ตัวอย่างเช่น u9999999@dusit.ac.th หมายถึงผู้ใช้มี User ID เป็น u9999999 และเป็นสมาชิกอยู่ที่ Host ชื่อ dusit.ac.th เป็นต้น
     จุดเด่นของอีเมล์ คือ สามารถแนบไฟล์ข้อมูลอื่นๆ ไปกับอีเมล์ได้ ซึ่งไฟล์ที่ติดไปนั้นอาจจะเป็นไฟล์ภาพ ไฟล์โปรแกรม หรือไฟล์ข้อมูลก็ได้ เมื่อส่งอีเมล์ไปมันจะวิ่งไปยังปลายทาง ในแทบจะทันที ไม่ว่าปลายทางจะอยู่ห่างออกไปใกล้เพียงฝ่ามือหรือไกลสุดขอบโลกก็ตาม     
อีเมล์แอดเดรส      ในการส่งจดหมายธรรมดาผู้ส่งจดหมายต้องทราบที่อยู่ของผู้รับก่อน การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ก็ใช้หลักการเดียวกัน ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทุกคนจะมีที่อยู่หรือแอดเดรสเป็นของตนเอง เช่นbudsayaphan@hotmail.com หรือ budsayaphan@yahoo.com โดยได้รับแอดเดรสจากการที่คุณสมัครเป็นสมาชิกตามเว็บที่มีการบริการอีเมล์
         แอดเดรสแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ชื่อผู้ใช้ (user name) และชื่อโดเมน (domain name) ซึ่งผู้ใช้หมายถึงชื่อหรือชื่อใดๆ ของผู้ใช้อีเมล์ ข้างหลังชื่อผู้ใช้จะเป็นเครื่องหมาย @ (at sign) แปลว่า ที่คั่นระหว่างชื่อกับโดเมน
        ส่วนที่เป็นชื่อของโดเมนจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์และสถานที่ ตั้งของคอมพิวเตอร์ เช่น Budsayaphan @ hotmail. com ชื่อผู้ใช้ ที่ ชื่อโดเมน รหัสโดเมนเป็นลำดับชั้นของเครือข่าย โดยจะใช้เครื่องหมาย จุด คั่นระหว่างลำดับชั้น ลำดับชั้นที่ใหญ่ที่สุดจะอยู่ทางด้านขวาสุด แนวความคิดของการแบ่งลำดับชั้นของโดเมนก็คล้ายกับการแบ่งที่อยู่ออกเป็นหมู่ บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และประเทศ
 การส่งจดหมาย
         การ รับ-ส่ง E-mail นั้น เราต้องทำการ Login เข้าไปในระบบก่อน โดยการเข้าไปยังเว็บเมล์ที่เราสมัครสมาชิกแล้วทำการใส่ User และ Pass ที่เราทำการสมัครไว้ เพื่อเข้าไปใช้งาน
เมื่อมีจดหมายเข้ามาก็จะ ปรากฏจดหมาใหม่ขึ้นมา เพื่อให้เราเข้าไปเปิดอ่านดู และเราสามารถจัดเก็บจดหมายหรือทำการจัดระเบียบของจดหมายของเราได้ด้วย
       ส่วนการส่งจดหมายนั้นทำได้โดยการเลือก New หรือส่วนเขียนจดหมาย แล้วใส่รายละเอียดต่างลงในแต่ละส่วน ซึ่งหลักๆ มีดังนี้
     - To:  ใส่ Email address ของผู้รับ
     - From:ใส่ Email address ของผู้ส่ง
     - Subject: ชื่อเรื่องจดหมาย ไม่จำเป็นต้องใส่ แต่แนะนำว่าควรใส่เพื่อให้สื่อให้รู้ว่าเนื้อหาจดหมายจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร
     - CC:ย่อมาจาก Carbon copy ใช้ในกรณีที่ต้องการสำเนาจดหมายให้บุคคลอื่น ๆ ทราบเรื่อ
     - BCc:ย่อมาจาก Blind carbon copy เป็นการสำเนาจดหมายเหมือน CC แต่ผู้รับในช่อง Toจะไม่เห็นว่าเราสำเนาจดให้ใครบ้าง
     - Attachments:ใส่ชื่อ File ที่ต้องการส่งแนบไปพร้อมข้อความ
     - Body:พิมพ์ข้อความจดหมาย
     - Signature:ข้อความสั้น ๆ จำนวน 3-4 บรรทัด เพื่อระบุข้อมูลส่วนตัวของผู้ส่ง
ความรู้ในเรื่องของ E-mail
        Email ย่อมาจาก Electronic Mail  คือการส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีประวัติการเริ่มต้นใช้งานตั้งแต่ประมาณปี 1973 ในโครงการ  ARPANET  (Advanced Research Projects Agency Network) ประเทศสหรัฐอเมริกา  เป็นโครงการก่อตั้งเพื่อการศูนย์บัญชาการสื่อสารข้อมูลในกิจการทหารยามสงคราม
ปัจจุบันนี้ Email ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารอย่างแพร่หลายทั่วโลก  การใช้ Email ดังกล่าว มีทั้งผู้ใช้จากองค์กรต่าง ๆ เช่น มหาวิทยาลัย,  บริษัท และฟรีอีเมล์ เช่น Yahoo, Hotmail เป็นต้น รูปแบบการให้บริการ  Email ทั้งในส่วนองค์กรและฟรีอีเมล์ส่วนใหญ่จะทำงานในลักษณะ Web based คือการรับส่ง Email ผ่านทางWeb browser เช่น Internet Explorer หรือ Netscape Navigator แต่ทั้งนี้บริการ Email บางแห่งอาจสามารถใช้งานผ่าน POP3 หรือ IMAP  ได้ซึ่งจะอธิบายหลักการต่อไป
ความรู้โดยทั่วไปเกี่ยวกับ Email
        การทำงานของระบบ Email องค์ประกอบใหญ่อย่างเห็นได้ชัด จะประกอบด้วย ส่วนดังนี้
         1. Mail Server เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรมทำหน้าที่ให้บริการรับ/ส่ง Email เปรียบได้กับที่ทำการไปรษณีย์ โปรแกรมที่นิยมทำหน้าที่เป็น Mail Server ในปัจจุบันได้แก่ Sendmail,  Qmail,
         2. Mail Client เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรมทำหน้าเขียน/อ่าน Email เปรียบได้กับกระดาษและปากกา ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นถึงรูปแบบ Email ที่บริการมี 3 รูปแบบคือ  โปรแกรม PINE,  โปรแกรม Email Client และ http://webmail.kmitl.ac.th ทั้ง 3 อย่างนี้ล้วนทำหน้าที่เป็น Mail Client ทั้งสิ้น  มีผู้ใช้งานจำนวนหนึ่งยังคงเข้าใจผิดคิดว่า หลังจากการพิมพ์ข้อมูล Email แล้ว เมื่อกดปุ่ม Send โปรแกรมบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่จะเป็นผู้ส่งไปยังผู้รับเองโดยตรง  ซึ่งความเป็นจริง  เมื่อกดปุ่ม Send แล้ว Mail Client จะส่งต่อให้ Mail Server เพื่อทำหน้าที่ส่งต่อไปยังMail Server ของผู้รับปลายทาง



องค์ประกอบภายในกล่องจดหมาย

เมนูหลังประกอบด้วย4เมนู ดังนี้
1.Inbox กล่องจดหมาย
2.Sent กล่องจดหมายออก
3.Draft กล่องเก็บสำเนาจดหมาย
4.Trash ถังขยะ

การอ่านจดหมาย 

เมนู INBOX
         หน้าจอแรกที่ปรากฏคือ INBOX เป็นส่วนที่แสดงรายการจดหมายที่ได้รับ หากหน้าจอของท่านไม่แสดง INBOX ท่านสามารถเปิดหน้าต่างของ INBOX โดยคลิกที่ มุมบนซ้ายของหน้าต่าง
2.1 รายละเอียดต่าง ๆ ของรายการจดหมายใน INBOX มีดังนี้
สัญลักษณ์ใน inbox
Date แสดงวันที่ที่ส่งจดหมาย
From แสดงชื่อผู้ส่งจดหมาย
Subject แสดงหัวเรื่องของจดหมาย
Size แสดงขนาดของจดหมาย
หมายถึง จดหมายที่ตอบแล้ว
หมายถึึง จดหมายที่ยังไม่ได้อ่าน
หมายถึง มีแฟ้มข้อมูลส่งมากับจดหมายด้วย
หมายถึง ช่องระบุความต้องการเลือกจดหมายฉบับนั้น
  •  หากต้องการอ่านจดหมายฉบับใดให้คลิกที่ชื่อผู้ส่งหรือหัวเรื่องของจดหมายฉบับนั้น
เนื้อหาของจดหมายฉบับนั้นจะปรากฏขึ้นดังตัวอย่าง
2.4 หากต้องการอ่านจดหมายฉบับถัดไปให้คลิกเครื่องหมาย >
2.5 หากต้องการอ่านจดหมายฉบับก่อนหน้าให้คลิกเครื่องหมาย 
2.6 กรณีจดหมายนั้นมีไฟล์แนบมากับจดหมายด้วย สามารถแยกไฟล์ออกจากจดหมายที่ส่งมาได้ดังนี้
2.6.1 จดหมายที่มีไฟล์ส่งมาด้วยจะปรากฏสัญลักษณ์ รูป disket พร้อมชื่อไฟล์ที่ส่งมา
  • การเก็บไฟล์ออกจากจดหมายให้คลิกที่สัญลักษณ์ รูป disket จะปรากฏหน้าต่างดังรูป
  • คลิก OK เพื่อบันทึกไฟล์ลงในไดเรกทอรีที่ต้องการ

 การตอบกลับจดหมาย
  1. เลือก Email ฉบับที่เราต้องการตอบกลับ
  2. Click ที่ปุ่ม Reply จะขึ้นหน้าจอเหมือนกับการเขียน Email ใหม่ เพียงแต่จะขึ้นชื่อผู้รับ
  3. ให้อัตโนมัติและมีข้อความเดิมที่ผู้รับส่งมาอยู่ด้านล่าง
  4. พิมพ์ข้อความแล้ว Click ปุ่ม Send

การส่งต่อจดหมาย 

  • ส่งต่อจดหมายแบบ Redirect หมายถึง การส่งต่อจดหมายโดยคงชื่อผู้ส่งเดิมไว้
  • ส่งต่อจดหมายแบบ Forward หมาย ถึง การส่งต่อจดหมายโดยใช้ชื่อผู้ส่งต่อ เนื้อหาของจดหมายที่ส่งต่อสามารถถูกดัดแปลง แก้ไข เพิ่มเติม หรือถูกลบออกโดยผู้ส่งต่อได้
5.1 ส่งต่อจดหมายแบบ Redirect ( จดหมายที่คงชื่อผู้ส่งจดหมายคนเดิม)
5.1.1 คลิกที่ Redirect
5.1.2 พิมพ์ที่อยู่อีเมลของผู้รับ
5.1.3 คลิกที่ Send Message เพื่อส่งจดหมาย
5.2 การส่งจดหมายแบบ Forward (ชื่อผู้ส่งต่อจดหมายเป็นชื่อผู้ส่งจดหมาย)
5.2.1 คลิกที่ Forward
5.2.2 พิมพ์ชื่อที่อยู่อีเมลของผู้รับ ผู้ส่งสามารถเพิ่มเติมข้อความหรือ
ลบข้อความตามที่ต้องการก่อนส่งต่อจดหมายได้
5.2.3 คลิกที่ Send Message เพื่อส่งจดหมาย

การลบจดหมาย

1. คลิกที่ Inbox เมื่อคลิกแล้วจะได้กรอบ Inbox ดังภาพ


2. จากนั้นคลิกเครื่องหมายถูกที่กรอบสี่เหลี่ยม ดังภาพ แล้วคลิกปุ่ม Delete ตามลำดับ





3.จดหมายก็จะถูกลบออกจากกล่อง Inbox จดหมายที่ถูกลบออกไปจะถูกนำไปเก็บที่ Trash Can และจะถูกลบโดยอัตโนมัติต่อไป นั้นหมายความว่าหากท่านลบจดหมายผิด ท่านยังสามารถกู้จดหมาย จากกล่อง Trash Can นี้ได้ โดยการ คลิกที่ Trash Can แล้วคลิกเครื่องหมายถูกในกรอบสี่เหลี่ยมหน้าจดหมายที่ต้องการกู้ จากนั้นมา
คลิกที่เมนู Recover to Folder แล้วเลือกกล่องจดหมายที่ต้องการกู้ไปเก็บไว้ ดังภาพ



 การกู้จดหมายกลับคืน
  1. บนเมนู แฟ้ม คลิก เปิด
  2. ในรายการ มองหาในคลิกไดร์ฟ โฟลเดอร์ หรือที่ตั้งอินเทอร์เน็ตที่มีแฟ้มที่คุณต้องการเปิด
  3. ในรายการแฟ้มเก็บเอกสาร กำหนดที่ตั้งแล้วเปิดโฟลเดอร์ที่มีแฟ้มนั้นอยู่
  4. เลือกแฟ้มที่คุณต้องการกู้คืน
  5. คลิกลูกศรถัดจากปุ่ม เปิด หลังจากนั้นคลิก เปิดและซ่อมแซม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น